รถ

ประกันชั้น 1

หลายๆ คนคงคุ้นเคยดีกับประกันรถยนต์ชั้น 1 เพราะเป็นประกันรถยนต์ที่คุ้มครองครบถ้วนที่สุดต่อผู้เอาประกันและบุคคลภายนอก ซึ่งไม่ใช่คุ้มครองเฉพาะตัวคนขับ และบุคคลภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรถยนต์และทรัพย์สินอีกด้วย ไม่ว่าจะเกิดจากกรณีไฟไหม้ สูญหาย รถชน โดยไม่คำนึงว่าผู้ใดเป็นฝ่ายกระทำผิดก็ตาม จะรับผิดชอบทั้งหมด

 

ประกันชั้น 2

ประกันชั้น 2 นั้นจะคล้ายๆ กับประกันชั้น 1 เพียงแค่มีความต่างตรงที่จะไม่คุ้มครองรถยนต์ของผู้เอาประกันในกรณีเฉี่ยวชน จะคุ้มครองเฉพาะกรณีไฟไหม้ และสูญหายเท่านั้น ส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกยังคงเหมือนกับประกันชั้น 1

 

ประกันชั้น 3

ส่วนประกันชั้น 3 นั้น จะไม่คุ้มครองรถยนต์และทรัพย์สินของผู้เอาประกันเลยไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ สูญหาย หรือเฉี่ยวชน แต่จะรับผิดชอบทรัพย์สินของบุคคลภายนอก และตัวบุคคลภายนอกเท่านั้น

 

ประกันชั้น 2+

ประเภทนี้จะคล้ายกับประกันรถยนต์ชั้น 1 มาก ที่เพิ่มมาจากประกันชั้น 2 ก็คือจะคุ้มครองรถยนต์ของผู้เอาประกันด้วย ทั้งในกรณีไฟไหม้ และสูญหาย ส่วนเฉี่ยวชนนั้น จะคุ้มครองก็ต่อเมื่อคู่กรณีของการเฉี่ยวชนเป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้น ไม่คุ้มครองการเฉี่ยวชนในกรณีอื่นๆ

 

ประกันชั้น 3+

ประกันรถยนต์ชั้นนี้จะคุ้มครองบุคคลภายนอกทั้งตัวบุคคลและรถยนต์ ส่วนของผู้เอาประกันนั้น จะไม่คุ้มครองทรัพย์สินของผู้เอาประกันในกรณีรถหาย หรือไฟไหม้ แต่หากมีการชน จะคุ้มครองหากการเฉี่ยวชนนั้นมีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบก ซึ่งจะคุ้มครองทั้งรถผู้เอาประกันและรถของคู่กรณีนั่นเอง

มาดูคำถามที่คนมักจะถามกันบ่อยๆ ว่ามีอะไรบ้าง...

 

ประกันจ่ายจริงๆ หรือไม่?
แน่นอนว่า ประกันในประเทศไทยจ่ายแน่ๆ และแถมมีการตรวจสอบ และควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดจากภาครัฐอีกด้วย

 

เวลาเกิดอุบัติเหตุต้องทำอะไรบ้าง?

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาว่าไม่รู้กันแน่ว่าใครผิด หรือหากเกิดความเสียหายมาก และไม่สามารถตกลงกับคู่กรณีได้ คุณควรโทรแจ้งเบอร์ฉุกเฉินของบริษัทประกันของคุณ และให้พนักงานของประกันเป็นผู้เคลียร์ปัญหาทุกอย่างแทนคุณ คุณเพียงกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มของประกันเท่านั้น และทางที่ดีควรถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย


มีประกันแล้ว ยังต้องจ่ายอีกหรือไม่?

หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ตำรวจมา และบอกคุณให้จ่ายเงินเป็นจำนวน X บาทกับคู่กรณี เพราะต้องไปโรงพยาบาล หรือไม่สามารถไปทำงานได้ เพราะคุณเป็นฝ่ายผิด หรืออะไรก็ตามแต่ ถึงแม้ว่าคุณจะผิดจริงๆ หรืออีกฝ่ายเจ็บหนักมาก จนถึงชีวิต หรือไปทำงานไม่ได้เป็นเดือนๆ แน่ๆ ก็อย่าพึ่งจ่าย เพราะคุณมีประกัน โทรหาประกันของคุณทันที และให้ประกันของคุณเป็นผู้เคลียร์ทุกอย่างให้กับคุณ 

 

ทำอย่างไร...ถ้าอยากจ่ายเบี้ยประกันถูกๆ?
มีหลายวิธีที่คุณจะได้ราคาเบี้ยประกันชั้น 1 ของคุณถูกลง มาดูกันเลยว่ามีวิธีอะไรกันบ้างครับ

ซ่อมห้าง หรือ ซ่อมอู่

การซ่อมรถยนต์ของคุณกรณีเกิดเหตุรถชนนั้น สามารถซ่อมได้สองที่ ตามแต่คุณเลือกตั้งแต่ตอนซื้อประกัน หากคุณเลือกซ่อมห้าง นั่นคือ “ซ่อมศูนย์” ซึ่งคุณสามารถนำเข้าซ่อมศูนย์ที่คุณออกรถได้เลย ถ้าหากคุณเลือกซ่อมอู่ นั่นหมายความว่า คุณต้องเอารถไปเข้าอู่ที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัทประกันของคุณ ซึ่งผู้ที่เลือกซ่อมอู่ เบี้ยประกันมักจะถูกกว่าซ่อมห้างราว 20% แถมคุณภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

ระบุผู้ขับขี่

หากคุณระบุผู้ขับขี่รถยนต์ของคุณ จะช่วยลดเบี้ยประกันรถยนต์ได้ ซึ่งระบุได้มากสุดเพียง 2 ชื่อเท่านั้น โดยจะยึดเอาจากคนที่อายุน้อยกว่า เป็นตัวคิดเบี้ยประกันรถยนต์เสมอ โดยมันเป็นการประหยัดมาก หากคุณไม่เคยให้ใครยืมรถไปขับ หรือถ้ายืมไปขับ และคนคนนั้นนำรถไปชน และเป็นฝ่ายผิด ประกันยังคุ้มครอง แต่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเป็นเงิน 6,000 บาท


ค่าเสียหายส่วนแรก

สำหรับใครที่ขับมากี่ปีๆ ไม่เคยเคลมเลยซักนิด การเลือกแบบมีค่าเสียหายส่วนแรก ดูเป็นทางเลือกที่ดีมากๆ เพราะหากคุณเลือกค่าเสียหายส่วนแรก 3,000 บาท คุณจะได้ลดราคาเบี้ยประกันไปราว 2-3,000 บาท แต่หากคุณเป็นฝ่ายผิดในอุบัติเหตุ คุณต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกที่ 3,000 บาท และประกันจะเป็นฝ่ายออกส่วนที่เหลือนั่นเอง