เดินทาง

วันนี้เราจะพาไปเที่ยวปีนัง ดินแดนทรงเสน่ห์ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ปีนังเป็นรัฐสำคัญของประเทศมาเลเซีย มีเมืองหลวงชื่อจอร์จทาวน์ ที่นี่เหมาะสำหรับคนที่ชอบสถาปัตยกรรมสวยๆ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และที่ขาดไม่ได้คือชิมอาหารอร่อยๆ จากหลากหลายวัฒนธรรม พร้อมแล้วเราไปดูกันดีกว่าว่าหนึ่งวันในปีนังจะทำอะไรได้บ้าง


กินมื้อเช้าย่านไชน่าทาวน์

เริ่มวันใหม่ด้วยติ่มซำแบบดั้งเดิมพร้อมกาแฟร้อนๆ ที่ร้าน Tai Tong Restaurant ในย่านเก่าแก่มีเสน่ห์ของชาวจีน ร้านนี้เปิดทุกวันตั้งแต่เช้าถึงดึก


เดินเล่นในจอร์จทาวน์

-.jpg
ปีนังสตรีทอาร์ต. รูปภาพ: © CEphoto, Uwe Aranas / CC-BY-SA-3.0


เติมพลังแล้วพร้อมลุยจอร์จทาวน์ เมืองนี้มีขนาดกะทัดรัดพอให้เดินได้แบบสบายๆ ระหว่างทางก็ชมสถาปัตยกรรมสวยๆ ไปด้วย บางจุดก็ให้อารมณ์คล้ายเมืองเก่าของภูเก็ต บางส่วนก็มีสถาปัตยกรรมแบบจีน โคโลเนียล หรือผสมผสาน และที่โด่งดังก็คือ Penang Street Art ซึ่งเป็นผลงานภาพวาดของศิลปินทั่วโลกที่วาดบนกำแพงตึกเก่าทั่วเมือง ใครที่มาจอร์จทาวน์ต้องไม่พลาดถ่ายรูปกับศิลปะเหล่านี้กลับไปเป็นที่ระลึก

-Khoo-Kongsi.jpg
บ้าน Khoo Kongsi. รูปภาพ: © CEphoto, Uwe Aranas / CC-BY-SA-3.0


เปิดแผนที่ดูแล้วเราตัดสินใจว่ามีที่ที่อยากไปอยู่ 5-6 แห่ง เลยจัดเส้นทางให้เป็นวงแล้วแวะไปเรื่อยๆ เริ่มจากบ้าน Khoo Kongsi ซึ่งเป็นบ้านประจำตระกูลจีนเก่าแก่ สร้างมานับร้อยปีแล้วแต่ยังคงความหรูหรายิ่งใหญ่ ดูแล้วเหมือนวังขนาดย่อมๆ เลย ที่นี่มีค่าเข้าชม 5 ริงกิต

Kapitan-Keling-01.jpg

Masjid-kapitan.png
มัสยิด Kapitan Keling. รูปภาพ: Expedia View Finder

เดินชมจนทั่วแล้วจึงไปต่อที่มัสยิด Kapitan Keling ซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของปีนัง มัสยิดนี้สร้างมากว่า 200 ปีโดยชาวมุสลิมอินเดียที่มาตั้งถิ่นฐานยุคแรกๆ แต่บอกไว้ก่อนว่าจะมาที่นี่ต้องแต่งตัวมิดชิด เช่น กางเกงหรือกระโปรงยาว ถ้าใครแต่งตัวไม่พร้อมก็ยืนดูจากด้านนอกแทนละกันเนอะ ที่นี่เปิดให้เข้าฟรี สถานที่สุดท้ายก่อนจะไปกินมื้อกลางวันคือ Pinang Peranakan Mansion หรือคฤหาสน์เปรานากัน อาคารโอ่อ่าสีเขียวนี้เคยเป็นคฤหาสน์ของชาวจีนผู้ร่ำรวย ปัจจุบันที่นี่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของโบราณและของสะสมมีค่ากว่าพันชิ้น แต่ละอย่างมีรายละเอียดวิจิตรมากๆ ถ้ามีเวลาคงเดินได้ทั้งวัน ที่นี่มีค่าเข้าชม 20 ริงกิต


มื้อกลางวันที่ Little India

ได้เวลาอาหารกลางวันอีกแล้ว เราเดินย้อนมาเล็กน้อยแถวๆ Little India ซึ่งพอเข้ามาก็ได้เห็นบรรยากาศอีกแบบที่เต็มไปด้วยร้านค้าและคนเชื้อสายอินเดีย เราเลือกกินอาหารอินเดียที่ร้าน Kapitan Restaurant ซึ่งเป็นร้านดังของที่นี่ เมนูเด็ดคือ Tandoori Chicken หรือไก่อบในเตาโอ่ง ราคาก็ไม่แพง อิ่มหนึ่งประมาณ 20 ริงกิตต่อคน


เดินชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์

Fort-Cornwallis.jpg
Fort Cornwallis. รูปภาพ: Expedia View Finder

อิ่มแล้วก็เดินย่อยไปถึงริมน้ำเพื่อไปดู Fort Cornwallis ซึ่งเป็นป้อมปราการสมัยที่อังกฤษปกครองบริเวณนี้ ด้านในก็คล้ายๆ สวนสาธารณะ มีจุดเด่นอยู่ที่ปืนใหญ่เก่าแก่ซึ่งดูจากข้างนอกก็เห็น แต่ถ้าใครอยากเข้าไปก็เสียค่าเข้าชม 3 ริงกิตเท่านั้น เดินไปอีกนิดจะเจอศาลาว่าการรัฐปีนังซึ่งเป็นตึกสไตล์ตะวันตกสีขาวโดดเด่นที่สร้างโดยอังกฤษเช่นกัน

-Cheong-Fatt-Tze.jpg
คฤหาสน์ Cheong Fatt Tze. รูปภาพ: © CEphoto, Uwe Aranas / CC-BY-SA-3.0

จากนั้นเดินต่อไปที่ Cheong Fatt Tze Legacy หรือ The Blue Mansion คฤหาสน์สีน้ำเงินสดของชาวจีนผู้มั่งคั่ง ปัจจุบันที่นี่แปลงสภาพเป็นโรงแรมแต่ก็ยังมีทัวร์พาชมส่วนต่างๆ ภายในตึก ค่าเข้ารวมทัวร์ 10 ริงกิต ทัวร์นี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เสร็จแล้วเดินต่อไปอีกไม่กี่นาทีก็ถึงพิพิธภัณฑ์กล้องถ่ายรูป The Camera Museum @ Muntri Street เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากพวกสถาปัตยกรรมไปดูกล้องสวยๆ จากยุคสมัยต่างๆ คนรักกล้องห้ามพลาดเด็ดขาด ที่นี่เปิดโอกาสเราได้สัมผัสและใช้งานกล้องบางตัวด้วย เป็นพิพิธภัณฑ์แหวกแนวที่น่าสนใจมาก เสียดายที่ขนาดเล็กไปหน่อย และในนี้ก็มีร้านกาแฟเก๋ๆ เข้ากับธีมของพิพิธภัณฑ์ให้พักเหนื่อยด้วย


ออกนอกเมืองชมวิวยามเย็น

Penang-Hill.jpg
วิวจากด้านบน Penang Hill. รูปภาพ: Nicolas Lannuzel / CC BY-SA 2.0

เดินเที่ยวจอร์จทาวน์จนหนำใจแล้ว เราไปสัมผัสบรรยากาศแบบธรรมชาติที่ Penang Hill กันบ้าง โดยนั่งรถบัสสาย 204 ราคา 2 ริงกิตไปลงที่ตีนเขา ปีนังฮิลล์เป็นภูเขาที่ต้องนั่งรถรางขึ้นไป แต่ต้องเผื่อเวลาหน่อยเพราะคนต่อคิวขึ้นรถรางคิวยาวมาก มีค่าบริการคนละ 30 ริงกิต เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนแล้วรู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่อุตส่าห์ขึ้นมา เพราะจากบนนี้เราได้เห็นวิวทั่วปีนังสวยมากๆ มื้อเย็นเราเลือกร้านสไตล์อังกฤษที่ David Brown’s ซึ่งอยู่ใกล้พิพิธภัณฑ์นกฮูกที่ปีนังฮิลล์นั่นเอง ร้านนี้บรรยากาศดีมาก ได้ชมวิวพร้อมกินอาหาร รู้สึกได้พักจริงๆ หลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวัน

หมดวันแล้วเราเดินทางกลับเข้าจอร์จทาวน์ด้วยรถสาย 204 เหมือนเดิมเพื่อไปต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามไปแผ่นดินใหญ่ ลาก่อนเมืองทรงเสน่ห์แห่งมาเลเซีย


ข้อมูลช่วยวางแผนเที่ยวปีนัง


ไปช่วงไหนดี

ช่วงที่น่าเที่ยวที่สุดก็คือระหว่างเดือนธันวาคม-มกราคม เพราะอากาศกำลังเย็นสบาย ไม่ค่อยมีฝน และเป็นไฮซีซั่นของที่นี่ อีกทั้งช่วงนี้ยังมีเทศกาลคริสต์มาสีและปีใหม่ ทำให้ได้บรรยากาศครึกครื้นที่สุด อากาศจะร้อนที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับการเดินเที่ยว เพราะจะเหนื่อยเร็ว แต่ข้อดีก็คือจะได้เห็นฟ้าใส ถ่ายรูปสวย จากนั้นก็จะเข้าสู่หน้าฝนยาวตั้งแต่พฤษภาคม-ตุลาคม ใครจะมาช่วงนี้ก็ทำใจกับฝนกันหน่อย แต่ก็จะไม่ต้องแย่งที่พักที่กินกับคนเยอะๆ


พักที่ไหนดี

เข้าไปดูราคาโรงแรมได้จากเอ็กซ์พีเดีย ซึ่งมี 282,000 โรงแรมทั่วโลก รับประกันราคาที่ดีที่สุด สำหรับการเดินทางของคุณ เอ็กซ์พีเดียไม่คิดค่าธรรมเนียม สำหรับการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการจองโรงแรมเกือบทุกแห่ง


เดินทางอย่างไร

จะนั่งเครื่องบินหรือนั่งรถไฟตู้นอนไปก็ได้ สำหรับคนไทยนั้นสะดวกมาก ไม่ต้องใช้วีซ่าถ้าอยู่ไม่เกิน 30 วัน แต่อย่าลืมพกพาสปอร์ตไปด้วยนะ เข้าไปดูราคาตั๋วเครื่องบินได้ที่เอ็กซ์พีเดีย ซึ่งเป็นเว็บที่ช่วยให้คุณสามารถเปรียบเทียบราคาที่ดีที่สุดได้ เพราะมีมากกว่า 400 สายการบินทั่วโลก